Knowledge Sharing – หัวข้อ “Burnout Syndrome: ภาวะหมดไฟ”

การทำงานหนักไม่ได้ฆ่าเรา… แต่การหมดไฟอาจทำให้เราตายทั้งเป็นโดยไม่รู้ตัว
หัวข้อในกิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่พูดถึงความเครียด แต่เจาะลึกถึงภาวะ Burnout ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยเงียบในที่ทำงานของคนยุคนี้ — โดยเฉพาะในองค์กรที่มีความเร็วสูง ความคาดหวังสูง และไม่มีใครยอมพูดว่า “เหนื่อย”
Burnout Syndrome คืออะไร?
ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome คือภาวะที่ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของเราหมดพลังลงอย่างช้า ๆ จากความเครียดสะสมโดยไม่ทันรู้ตัว
ผู้ที่มีภาวะนี้จะรู้สึก
- อ่อนล้า เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ทำงานหนัก
- เริ่มมีทัศนคติลบกับงานหรือองค์กร
- ไม่มีความสุขในการทำงาน รู้สึกว่าทำไปก็ไม่มีค่า
- ขาดแรงจูงใจ อยากปล่อยทุกอย่างตามยถากรรม
“รู้สึกเหมือนทำงานไปวัน ๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญอีกต่อไป”
ผลกระทบของ Burnout
Burnout ไม่ได้ส่งผลแค่ด้านจิตใจ แต่มันลามไปถึงชีวิตโดยรวม
- ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง
- เริ่มไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
- มีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้าง
- ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ปวดหัว อ่อนเพลียบ่อย เจ็บป่วยง่าย นอนไม่หลับ
- เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเครียด โรคซึมเศร้า หรือภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง
ปัจจัยที่ทำให้เกิด Burnout
- งานเยอะเกินพอดี ทำล่วงเวลาบ่อย
- งานซับซ้อน รีบเร่ง ถูกกดดันต่อเนื่อง
- ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบจนเหนื่อยเอง
- ทำงานที่ไม่อยากทำ หรือฝืนใจทำ
- ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่รู้สึกมีคุณค่าในทีม
- องค์กรขัดแย้งกับค่านิยมของตัวเอง
- ไม่มีความยืดหยุ่น หรือขาดอิสระในการทำงาน
- ขาดสมดุลระหว่างชีวิตและงาน (Work-Life Imbalance)
คุณกำลังหมดไฟอยู่หรือเปล่า?
- ตื่นมาแล้วยังไม่ทันเริ่มวันก็รู้สึกเหนื่อย
- เหนื่อยแม้นอนเต็ม กินเต็ม
- ไม่อยากทำอะไรเลย รู้สึกไม่มีพลัง
- เริ่มเก็บตัว ไม่อยากคุยกับใคร
- รู้สึกตัวคนเดียวในโลก ไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
- เจ็บป่วยบ่อย ภูมิคุ้มกันต่ำ ปวดกล้ามเนื้อ
- เริ่มคิดในแง่ลบ ลดทอนคุณค่าตัวเอง
หากมีอาการหลายข้ออย่างต่อเนื่อง แนะนำให้เริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
ระยะอาการของ Burnout Syndrome (Miller and Smith, 1993)
1. The Honeymoon Phase
“ช่วงเริ่มงาน มีไฟ พยายามปรับตัวกับทุกอย่าง”
- มักเป็นช่วงที่ยังสนุก ทุ่มเท และพร้อมรับมือกับงานใหม่ ๆ
- แต่หากไม่มีสมดุลและพักบ้าง จะเข้าสู่ระยะต่อไปอย่างไม่รู้ตัว
2. The Awakening Phase
“เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองความต้องการ”
- เริ่มมีความคาดหวัง และรู้สึกผิดหวังเมื่อไม่เป็นไปตามนั้น
- เริ่มรู้สึกว่างานหนักไป ผลตอบแทนน้อย หรือไม่ได้รับการยอมรับ
3. Brownout Phase
“ไฟเริ่มตก พลังงานลดลง อารมณ์แปรปรวน”
- หงุดหงิดง่าย เบื่อหน่ายงาน
- เริ่มปลีกตัว หลีกเลี่ยงเพื่อนร่วมงาน
- ตำหนิงาน ตำหนิองค์กร
- อาจเริ่มใช้แอลกอฮอล์หรือกิจกรรมอื่นเพื่อระบายความเครียด
4. Full Burnout Phase
“หมดไฟเต็มที่ ท้อแท้ สิ้นหวัง”
- รู้สึกล้มเหลว ไม่มั่นใจในตัวเอง
- หมดความรักในงาน สูญเสีย Passion โดยสิ้นเชิง
- เป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางใจ
5. Phoenix Phase
“ฟื้นตัวจากภาวะหมดไฟ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
- หากได้รับการเยียวยา ปรับ Mindset และดูแลตัวเอง
- ก็สามารถกลับมาทำงานอย่างมีพลังได้อีกครั้ง
วิธีจัดการกับ Burnout: “อนุญาตให้ตัวเองพักบ้าง”
- พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่เก็บไว้คนเดียว
- หลีกเลี่ยงผู้คนหรือสื่อที่มีพลังลบเกินไป
- ปรับมุมมองงาน — มองหาคุณค่าเล็ก ๆ ในสิ่งที่ทำ
- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน ยิ้มแย้ม แจ่มใส
- จัดลำดับชีวิตให้ชัดเจน แบ่งเวลาพักผ่อนอย่างตั้งใจ
- ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย: เดินเล่น อ่านหนังสือ วาดภาพ ฟังเพลง
- ลาพักร้อนเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อรีเซตจิตใจและร่างกาย
การพักไม่ใช่ความอ่อนแอ — มันคือการเตรียมตัวให้เรากลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
สรุป: หมดไฟไม่ผิด แต่อย่าปล่อยให้ไฟมอดจนไม่มีวันลุก
ทุกคนมีช่วงที่ท้อแท้ หมดพลัง และอยากหยุดพัก — นั่นไม่ผิดเลย แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ทันมัน และหาวิธีดูแลใจตัวเองก่อนที่ Burnout จะกลายเป็นบาดแผลเรื้อรัง
ถ้าใจเริ่มอ่อนล้า อย่าโทษตัวเอง แค่ให้เวลากับการฟื้นพลัง — แล้วไฟในตัวคุณจะกลับมาสว่างอีกครั้ง