Get In Touch
3803 QiSS Mall, Floor 2 Room A2-201,
Rama IV Rd., Prakanong, Klongtoey,
Bangkok 10110 Thailand
yeeraf.co.th
EN: 080-089-0454 / TH: 097-2312-444
Work Inquiries
[email protected]
EN: 080-089-0454 / TH: 097-2312-444
Back

Burnout Syndrome: เมื่อไฟมอด แต่ชีวิตยังต้องไปต่อ

Knowledge Sharing – หัวข้อ “Burnout Syndrome: ภาวะหมดไฟ”

การทำงานหนักไม่ได้ฆ่าเรา… แต่การหมดไฟอาจทำให้เราตายทั้งเป็นโดยไม่รู้ตัว

หัวข้อในกิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่พูดถึงความเครียด แต่เจาะลึกถึงภาวะ Burnout ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยเงียบในที่ทำงานของคนยุคนี้ — โดยเฉพาะในองค์กรที่มีความเร็วสูง ความคาดหวังสูง และไม่มีใครยอมพูดว่า “เหนื่อย”


Burnout Syndrome คืออะไร?

ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome คือภาวะที่ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของเราหมดพลังลงอย่างช้า ๆ จากความเครียดสะสมโดยไม่ทันรู้ตัว

ผู้ที่มีภาวะนี้จะรู้สึก

  • อ่อนล้า เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ทำงานหนัก
  • เริ่มมีทัศนคติลบกับงานหรือองค์กร
  • ไม่มีความสุขในการทำงาน รู้สึกว่าทำไปก็ไม่มีค่า
  • ขาดแรงจูงใจ อยากปล่อยทุกอย่างตามยถากรรม

“รู้สึกเหมือนทำงานไปวัน ๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญอีกต่อไป”


ผลกระทบของ Burnout

Burnout ไม่ได้ส่งผลแค่ด้านจิตใจ แต่มันลามไปถึงชีวิตโดยรวม

  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • เริ่มไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
  • มีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้าง
  • ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ปวดหัว อ่อนเพลียบ่อย เจ็บป่วยง่าย นอนไม่หลับ
  • เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเครียด โรคซึมเศร้า หรือภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง

ปัจจัยที่ทำให้เกิด Burnout

  1. งานเยอะเกินพอดี ทำล่วงเวลาบ่อย
  2. งานซับซ้อน รีบเร่ง ถูกกดดันต่อเนื่อง
  3. ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบจนเหนื่อยเอง
  4. ทำงานที่ไม่อยากทำ หรือฝืนใจทำ
  5. ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่รู้สึกมีคุณค่าในทีม
  6. องค์กรขัดแย้งกับค่านิยมของตัวเอง
  7. ไม่มีความยืดหยุ่น หรือขาดอิสระในการทำงาน
  8. ขาดสมดุลระหว่างชีวิตและงาน (Work-Life Imbalance)

คุณกำลังหมดไฟอยู่หรือเปล่า?

  • ตื่นมาแล้วยังไม่ทันเริ่มวันก็รู้สึกเหนื่อย
  • เหนื่อยแม้นอนเต็ม กินเต็ม
  • ไม่อยากทำอะไรเลย รู้สึกไม่มีพลัง
  • เริ่มเก็บตัว ไม่อยากคุยกับใคร
  • รู้สึกตัวคนเดียวในโลก ไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
  • เจ็บป่วยบ่อย ภูมิคุ้มกันต่ำ ปวดกล้ามเนื้อ
  • เริ่มคิดในแง่ลบ ลดทอนคุณค่าตัวเอง

หากมีอาการหลายข้ออย่างต่อเนื่อง แนะนำให้เริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจัง


ระยะอาการของ Burnout Syndrome (Miller and Smith, 1993)

1. The Honeymoon Phase

“ช่วงเริ่มงาน มีไฟ พยายามปรับตัวกับทุกอย่าง”

  • มักเป็นช่วงที่ยังสนุก ทุ่มเท และพร้อมรับมือกับงานใหม่ ๆ
  • แต่หากไม่มีสมดุลและพักบ้าง จะเข้าสู่ระยะต่อไปอย่างไม่รู้ตัว

2. The Awakening Phase

“เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองความต้องการ”

  • เริ่มมีความคาดหวัง และรู้สึกผิดหวังเมื่อไม่เป็นไปตามนั้น
  • เริ่มรู้สึกว่างานหนักไป ผลตอบแทนน้อย หรือไม่ได้รับการยอมรับ

3. Brownout Phase

“ไฟเริ่มตก พลังงานลดลง อารมณ์แปรปรวน”

  • หงุดหงิดง่าย เบื่อหน่ายงาน
  • เริ่มปลีกตัว หลีกเลี่ยงเพื่อนร่วมงาน
  • ตำหนิงาน ตำหนิองค์กร
  • อาจเริ่มใช้แอลกอฮอล์หรือกิจกรรมอื่นเพื่อระบายความเครียด

4. Full Burnout Phase

“หมดไฟเต็มที่ ท้อแท้ สิ้นหวัง”

  • รู้สึกล้มเหลว ไม่มั่นใจในตัวเอง
  • หมดความรักในงาน สูญเสีย Passion โดยสิ้นเชิง
  • เป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางใจ

5. Phoenix Phase

“ฟื้นตัวจากภาวะหมดไฟ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”

  • หากได้รับการเยียวยา ปรับ Mindset และดูแลตัวเอง
  • ก็สามารถกลับมาทำงานอย่างมีพลังได้อีกครั้ง

วิธีจัดการกับ Burnout: “อนุญาตให้ตัวเองพักบ้าง”

  1. พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่เก็บไว้คนเดียว
  2. หลีกเลี่ยงผู้คนหรือสื่อที่มีพลังลบเกินไป
  3. ปรับมุมมองงาน — มองหาคุณค่าเล็ก ๆ ในสิ่งที่ทำ
  4. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน ยิ้มแย้ม แจ่มใส
  5. จัดลำดับชีวิตให้ชัดเจน แบ่งเวลาพักผ่อนอย่างตั้งใจ
  6. ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย: เดินเล่น อ่านหนังสือ วาดภาพ ฟังเพลง
  7. ลาพักร้อนเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อรีเซตจิตใจและร่างกาย

การพักไม่ใช่ความอ่อนแอ — มันคือการเตรียมตัวให้เรากลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง


สรุป: หมดไฟไม่ผิด แต่อย่าปล่อยให้ไฟมอดจนไม่มีวันลุก

ทุกคนมีช่วงที่ท้อแท้ หมดพลัง และอยากหยุดพัก — นั่นไม่ผิดเลย แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ทันมัน และหาวิธีดูแลใจตัวเองก่อนที่ Burnout จะกลายเป็นบาดแผลเรื้อรัง

ถ้าใจเริ่มอ่อนล้า อย่าโทษตัวเอง แค่ให้เวลากับการฟื้นพลัง — แล้วไฟในตัวคุณจะกลับมาสว่างอีกครั้ง

Preloader image