Knowledge Sharing – หัวข้อ “โรคทางใจ”
ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความกดดัน และความไม่แน่นอน ความเครียดและอารมณ์เชิงลบต่าง ๆ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “โรคทางใจ” ได้โดยไม่รู้ตัว บ่อยครั้งที่ผู้คนไม่ตระหนักว่าตนเองหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญกับปัญหาด้านจิตใจ

บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจโรคทางใจอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคทางจิตที่พบบ่อยที่สุดในโลก พร้อมทั้งแนะนำแนวทางสังเกต อาการ และการเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
โรคซึมเศร้าคืออะไร?
โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่มีความรุนแรงและยาวนานกว่าอาการเศร้าทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความคิด ความรู้สึก การนอน การกิน และการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
ข้อมูลจาก WHO พบว่า ประชากรผู้ใหญ่ราว 4% ทั่วโลกป่วยด้วยโรคซึมเศร้า และในปี 2017 คนไทยประมาณ 1.5 ล้านคนมีภาวะซึมเศร้า แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง กลุ่มผู้หญิงมีแนวโน้มป่วยมากกว่าผู้ชาย และในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากถึง 700,000 คนทั่วโลก
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
- พันธุกรรม
- ลักษณะนิสัยส่วนตัว เช่น เป็นคนคิดมาก หวั่นไหวง่าย
- สภาพแวดล้อมระหว่างเติบโต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว
- เหตุการณ์กระทบจิตใจ เช่น การสูญเสีย ความล้มเหลว
- โรคเรื้อรัง หรืออุบัติเหตุที่มีผลต่อสมอง
อาการของโรคซึมเศร้า
อาการหลักที่ใช้พิจารณาคือ:
- รู้สึกเศร้า ซึม ท้อแท้ เบื่อหน่ายต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์
- เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ
- นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป
- ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบทำ
- หงุดหงิดง่าย รู้สึกตัวเองไม่มีค่า
- มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่
อาการเหล่านี้หากปรากฏพร้อมกันหลายข้อ และส่งผลต่อการดำเนินชีวิต จำเป็นต้องพบแพทย์
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
“โรคซึมเศร้า” ไม่เท่ากับ “อารมณ์เศร้า”
ใคร ๆ ก็รู้สึกเศร้าได้ในบางวัน เช่น วันสอบตก โดนตำหนิ หรือผิดหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเศร้าเหล่านั้นก็มักจะจางหายไปเอง แต่โรคซึมเศร้าไม่ได้หายไปเช่นนั้น มันฝังแน่นและบั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง
กลไกทางสมองของผู้ป่วย
- มีการทำงานของสมองผิดปกติในส่วนที่เกี่ยวกับความคิดบวก (สมองคิดลบวนซ้ำ)
- ความสมดุลของสารสื่อประสาท เช่น ซีโรโทนิน (Serotonin) บกพร่อง
- ฮอร์โมนเครียด (Cortisol) สูงกว่าคนทั่วไป แม้ในภาวะปกติ
เปรียบเทียบได้ว่า “ความเครียดในคนปกติ” จะถูกสมองปรับสมดุลได้ดีเมื่อเวลาผ่านไป แต่ในผู้ป่วยซึมเศร้า สมองไม่สามารถสลายความเครียดเหล่านั้นได้ทัน ส่งผลให้เกิดภาวะสะสมเรื้อรัง
ความหลากหลายของโรคทางใจ
โรคทางใจไม่ได้มีแค่โรคซึมเศร้าเท่านั้น ยังมีอีกหลายกลุ่มอาการ เช่น:
- โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD): ล้างมือบ่อย พูดซ้ำ เช็กประตูซ้ำ
- โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder): เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย สลับระหว่างช่วงคึกคักกับซึมเศร้า
- โรค PTSD: เครียดหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น อุบัติเหตุ ความรุนแรง
ซึมเศร้าแบบ “ยังทำงานได้ดี”
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าจะต้องเศร้าตลอดเวลา ไม่สามารถทำงานหรือเข้าสังคมได้เลย แต่ในความจริง ผู้ป่วยหลายรายสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติภายนอก แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความเศร้าและความว่างเปล่า
ภาวะนี้เรียกว่า:
- High-functioning Depression: ทำงานได้ดี แต่ขาดความสุข
- Smiling Depression: ภายนอกสดใส ภายในเจ็บปวด
การรักษาโรคซึมเศร้า
ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง โดยมีแนวทางดังนี้:
- พูดคุยบำบัด (Psychotherapy): สำหรับอาการเบื้องต้น เช่น CBT
- ใช้ยา (Medication): สำหรับกรณีที่สารเคมีในสมองไม่สมดุล
- การกระตุ้นสมอง (ECT, rTMS): สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยา
การรักษาต้องอาศัยเวลา และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้น
สรุป: It’s okay to NOT be okay
โรคทางใจคือโรคจริง ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง การเข้าใจและเปิดใจคือกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น อย่ารอให้ทุกอย่างแย่ลงก่อนค่อยขอความช่วยเหลือ
การยอมรับว่า “ไม่ไหว” ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา
หากคุณหรือคนรอบข้างมีอาการที่คล้ายกับโรคทางใจ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะชีวิตที่ดี เริ่มต้นจากใจที่แข็งแรง