Get In Touch
3803 QiSS Mall, Floor 2 Room A2-201,
Rama IV Rd., Prakanong, Klongtoey,
Bangkok 10110 Thailand
yeeraf.co.th
EN: 080-089-0454 / TH: 097-2312-444
Work Inquiries
[email protected]
EN: 080-089-0454 / TH: 097-2312-444
Back

Theory of Loneliness: เข้าใจความเหงาในมุมมองวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา

Knowledge Sharing – หัวข้อ “Theory of Loneliness”

หัวข้อในครั้งนี้ว่าด้วย “ความเหงา” ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่ความรู้สึกชั่วคราว แต่จากข้อมูลวิจัย ความเหงามีผลกระทบทั้งในระดับสมอง พฤติกรรม และความสัมพันธ์ รวมถึงอาจกลายเป็นภัยสุขภาพในระยะยาว


ความเหงา: เรื่องใกล้ตัวที่มากกว่าความรู้สึก

ผู้เขียนนำเสนอผ่านแนวคิด Pop Science จากหนังสือ Theory of Loneliness โดยอธิบายว่าความเหงาไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกส่วนบุคคล แต่มีมิติทางชีววิทยา ประสาทวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน

  • คนเหงามีโอกาสตายเร็วขึ้นถึง 45% (เทียบกับคนที่ไม่เหงา)
  • มนุษย์สามารถมีเพื่อนที่สัมพันธ์ใกล้ชิดได้อย่างมีคุณภาพเพียงประมาณ 150 คน (Dunbar’s Number)

ปฐมกาลแห่งความเหงา

มนุษย์ในอดีตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อความอยู่รอด มีลักษณะคล้าย “Super Organism” เช่น ผึ้งหรือมด ซึ่งแต่ละตัวทำหน้าที่ประสานกันเหมือนสิ่งมีชีวิตเดียว

ความเหงาจึงเป็นกลไกทางชีวภาพที่กระตุ้นให้มนุษย์ต้องการเชื่อมโยงกับผู้อื่น


อยู่คนเดียวก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี

  • ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ แม้จะมีผู้คนจำนวนมาก แต่หลายคนกลับรู้สึกโดดเดี่ยว
  • การมีเพื่อนเยอะ (ในโซเชียลมีเดีย) ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เหงา

Dr. Robin Dunbar แบ่งระดับความสัมพันธ์ของมนุษย์ออกเป็น 4 วง:

  1. คนสนิทที่สุด 3–5 คน
  2. กลุ่มใกล้ชิด 15 คน (เจอสัปดาห์ละครั้ง)
  3. กลุ่มรู้จัก 50 คน (เจอเดือนละครั้ง)
  4. กลุ่มรอบนอก 150 คน (เจอปีละครั้ง)

Mirror Neuron: สมองของความเหงา

เซลล์ประสาทชนิดพิเศษที่ช่วยให้มนุษย์ “สะท้อน” ความรู้สึกของผู้อื่นได้

  • ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกและเจตนาของคนรอบข้าง
  • มีบทบาทในการแพร่กระจายของอารมณ์ เช่น ความเหงาอาจถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้

คนเหงามีแนวโน้มที่จะอ่านสถานการณ์ในแง่ลบมากกว่าคนทั่วไป เช่น มองว่าการไม่ตอบข้อความคือการถูกปฏิเสธ


แนวทาง 3 ข้อเพื่อลดความเหงา

  1. ยอมรับความรู้สึก: ไม่ปฏิเสธว่ากำลังเหงา แต่ยอมรับสภาพ และเริ่มสำรวจว่าเกิดจากอะไร
  2. เข้าใจพฤติกรรมตัวเอง: สังเกตการตอบสนองต่อผู้อื่น เปลี่ยนวิธีสื่อสารหากมีแนวโน้มปิดกั้นความสัมพันธ์
  3. เน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ: ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนเยอะ แต่ควรมีเพื่อนที่พูดคุยกันได้จริง มีความไว้วางใจกัน

สมการของชีวิตคู่ (อ้างอิง Prof. John Gottman)

Gottman เป็นนักจิตวิทยาที่ศึกษาชีวิตคู่มากว่า 30 ปี และสามารถทำนายการหย่าร้างได้แม่นยำจากพฤติกรรมในการโต้ตอบ

แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:

กลุ่มบวก: Enjoy, Affection, Kindness, Interest (คะแนน +2 ถึง +4)

กลาง: Neutral, Common (0 คะแนน)

กลุ่มลบ: Criticism, Wrath, Disgust, Anger, Complain (คะแนน -1 ถึง -4)

แนวทางในการลดปฏิกิริยาเชิงลบ:

  1. หยุดวิจารณ์โดยไม่สร้างสรรค์
  2. หยุดปกป้องตัวเองแบบรุกกลับ
  3. หยุดประชด หรือใช้คำพูดรุนแรง
  4. หยุดความเฉยเมย

สรุป

ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงตลอดเวลา แต่คือสถานะที่เราควรเรียนรู้ เข้าใจ และจัดการกับมันอย่างมีเหตุผล

ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่ควรมีคุณภาพเพียงพอให้เรารู้สึก “ไม่โดดเดี่ยว”

“ต่อให้เหงา ก็ขอให้เหงาอย่างมีเหตุผล”

Preloader image